มาตรฐานการก่อสร้างมีอะไรบ้าง? ตั้งแต่ออกแบบจนถึงตรวจรับงาน

มาตรฐานการก่อสร้างไม่ได้หมายถึงการเลือกวัสดุที่มีเครื่องหมายรับรองเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การออกแบบ การขออนุญาต การเลือกวัสดุ การเตรียมหน้างาน วิธีดำเนินงาน การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจสอบ ไปจนถึงการส่งมอบอาคาร
หากแต่ละขั้นตอนไม่เชื่อมโยงกัน แม้ใช้วัสดุคุณภาพดี อาคารก็อาจเกิดปัญหาได้ เช่น เสาเข็มคลาดตำแหน่ง คอนกรีตไม่ได้คุณภาพ เหล็กเสริมติดตั้งไม่ตรงแบบ ระบบกันซึมรั่ว งานต่อเติมทรุด หรือโครงสร้างจริงไม่สอดคล้องกับแบบที่ได้รับอนุญาต
บทความนี้รวบรวมภาพรวมของ มาตรฐานการก่อสร้าง ที่เจ้าของบ้าน เจ้าของโครงการ และผู้รับเหมาควรรู้ โดยเน้นหลักการควบคุมคุณภาพทั้งโครงการ ส่วนรายละเอียดเฉพาะด้าน เช่น มาตรฐานเสาเข็ม ขั้นตอนควบคุมการตอก และค่า Blow Count จะเชื่อมไปยังบทความเฉพาะทางโดยไม่คัดลอกเนื้อหาซ้ำกัน
หมายเหตุ: ข้อกำหนดที่ใช้กับแต่ละโครงการอาจแตกต่างกันตามประเภทอาคาร ขนาดพื้นที่ ที่ตั้ง ข้อบัญญัติท้องถิ่น แบบที่ได้รับอนุญาต และมาตรฐานฉบับที่อ้างอิง จึงควรให้สถาปนิก วิศวกร และหน่วยงานท้องถิ่นตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดก่อนดำเนินงาน
หัวข้อ
มาตรฐานการก่อสร้างคืออะไร
มาตรฐานการก่อสร้างคือหลักเกณฑ์ ข้อกำหนด และวิธีควบคุมที่ใช้ทำให้งานก่อสร้างมีคุณภาพ ปลอดภัย สอดคล้องกับแบบ และเหมาะสมกับการใช้งาน
มาตรฐานอาจมาจากหลายแหล่ง ได้แก่
- กฎหมายควบคุมอาคารและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง
- ข้อบัญญัติหรือข้อกำหนดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- แบบ รายการประกอบแบบ และเงื่อนไขในใบอนุญาต
- มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
- มาตรฐานและคู่มือทางวิศวกรรม
- ข้อกำหนดในสัญญาก่อสร้าง
- วิธีปฏิบัติและแผนควบคุมคุณภาพของโครงการ
- คู่มือการติดตั้งของผู้ผลิตวัสดุหรือระบบงาน
การก่อสร้างที่ได้มาตรฐานจึงไม่ใช่เพียง “ทำตามที่เคยทำ” แต่ต้องมีแบบอ้างอิง มีผู้รับผิดชอบ มีจุดตรวจสอบ และมีหลักฐานยืนยันว่าแต่ละขั้นตอนดำเนินการถูกต้อง
กฎหมายกับมาตรฐานต่างกันอย่างไร
คำว่า “กฎหมาย” และ “มาตรฐาน” มักถูกใช้ร่วมกัน แต่มีหน้าที่ต่างกัน
กฎหมาย
กฎหมายกำหนดสิ่งที่เจ้าของอาคาร ผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน และผู้ดำเนินการก่อสร้างต้องปฏิบัติ เช่น
- อาคารประเภทใดต้องขออนุญาต
- ระยะร่นและที่ว่างรอบอาคาร
- ข้อกำหนดด้านความมั่นคงแข็งแรง
- ทางหนีไฟและระบบป้องกันอัคคีภัย
- สุขลักษณะและการระบายอากาศ
- หน้าที่ของผู้ควบคุมงาน
- การก่อสร้างให้ตรงตามแบบและเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต
การก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนต้องตรวจสอบกฎหมายควบคุมอาคาร กฎกระทรวง และข้อบัญญัติที่ใช้กับพื้นที่โครงการก่อนเริ่มงาน เพราะข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทและที่ตั้งของอาคาร
มาตรฐาน
มาตรฐานกำหนดรายละเอียดทางเทคนิคหรือระดับคุณภาพ เช่น
- คุณสมบัติของวัสดุ
- ขนาดและค่าความคลาดเคลื่อน
- วิธีออกแบบ
- วิธีติดตั้ง
- วิธีเก็บตัวอย่างและทดสอบ
- เกณฑ์ยอมรับหรือปฏิเสธงาน
- วิธีบันทึกและตรวจสอบคุณภาพ
มาตรฐานบางฉบับใช้เป็นข้อกำหนดในแบบหรือสัญญา ขณะที่บางฉบับอาจถูกนำไปอ้างอิงในกฎหมายหรือเงื่อนไขการอนุญาต ดังนั้นทีมงานต้องตรวจสอบว่าโครงการกำหนดให้ใช้เอกสารฉบับใดและปีใด
มาตรฐานการก่อสร้างประกอบด้วยอะไรบ้าง
ระบบควบคุมมาตรฐานของโครงการควรครอบคลุมอย่างน้อย 9 ด้าน
- การสำรวจและข้อมูลก่อนออกแบบ
- การออกแบบและเอกสารแบบ
- การขออนุญาตและข้อกำหนดทางกฎหมาย
- มาตรฐานวัสดุก่อสร้าง
- มาตรฐานวิธีดำเนินงาน
- การควบคุมคุณภาพหน้างาน
- ความปลอดภัยและผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง
- การตรวจรับและแก้ไขข้อบกพร่อง
- เอกสารส่งมอบและการดูแลอาคาร
แต่ละส่วนต้องเชื่อมโยงกัน หากข้อมูลตั้งต้นผิด แบบไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีจุดตรวจระหว่างงาน ปัญหาอาจปรากฏเมื่อแก้ไขได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงแล้ว
1. มาตรฐานด้านการสำรวจและข้อมูลก่อนออกแบบ
งานก่อสร้างที่มีคุณภาพต้องเริ่มจากข้อมูลหน้างานที่ถูกต้อง ไม่ควรเริ่มออกแบบจากขนาดที่ดินโดยไม่มีการตรวจสอบสภาพจริง
ข้อมูลที่ควรเตรียมประกอบด้วย
- ขนาดและแนวเขตที่ดิน
- ระดับพื้นที่และระดับถนน
- ตำแหน่งอาคารเดิม
- ระบบสาธารณูปโภคใต้ดิน
- ทางระบายน้ำ
- ทางเข้าเครื่องจักร
- อาคารหรือกำแพงข้างเคียง
- สภาพดินและประวัติการถมดิน
- ข้อจำกัดเรื่องเสียง ฝุ่น และเวลาทำงาน
- ข้อกำหนดของหมู่บ้าน นิติบุคคล หรือพื้นที่ควบคุม
การสำรวจดิน
รายงานสำรวจดินช่วยให้วิศวกรพิจารณาระบบฐานรากจากข้อมูลชั้นดิน ไม่ใช่คาดเดาจากโครงการข้างเคียงเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลสำรวจดินอาจใช้ประกอบการประเมินเรื่อง
- ความหนาของชั้นดินอ่อน
- ระดับชั้นดินที่เหมาะกับการรับน้ำหนัก
- ระดับน้ำใต้ดิน
- แนวโน้มการทรุดตัว
- วิธีเลือกฐานราก
- ชนิดและความยาวเสาเข็ม
- วิธีติดตั้งและการทดสอบ
ความจำเป็นและขอบเขตการสำรวจควรให้วิศวกรพิจารณาตามขนาด ความซับซ้อน และความเสี่ยงของโครงการ
2. มาตรฐานด้านการออกแบบ
แบบก่อสร้างเป็นข้อมูลหลักที่ผู้รับเหมาใช้ดำเนินงาน จึงต้องชัดเจน สอดคล้องกัน และผ่านการตรวจสอบจากผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
เอกสารออกแบบที่สำคัญอาจประกอบด้วย
- แบบสถาปัตยกรรม
- แบบโครงสร้าง
- แบบฐานราก
- แบบระบบไฟฟ้า
- แบบระบบสุขาภิบาล
- แบบระบบปรับอากาศ
- แบบป้องกันอัคคีภัย
- รายการประกอบแบบ
- รายการคำนวณ
- ตารางวัสดุและอุปกรณ์
- รายละเอียดจุดเชื่อมต่อระหว่างระบบ
แบบต้องสอดคล้องกัน
ปัญหาที่พบบ่อยคือแบบแต่ละระบบไม่ตรงกัน เช่น
- ตำแหน่งเสาชนผนังหรือประตู
- ท่อสุขาภิบาลผ่านคาน
- ช่องเปิดพื้นไม่ตรงกับอุปกรณ์
- ระดับพื้นในแบบสถาปัตยกรรมไม่ตรงกับแบบโครงสร้าง
- ฐานเครื่องจักรไม่มีรายละเอียดในแบบฐานราก
- หลังคาหรือกันสาดเพิ่มน้ำหนักโดยไม่ได้คำนวณ
ก่อนเริ่มงานควรมีการตรวจสอบแบบร่วมกัน และจัดทำรายการข้อสงสัยเพื่อให้ผู้ออกแบบตอบอย่างเป็นทางการ ไม่ควรแก้แบบตามความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงานโดยไม่มีการอนุมัติ
การเปลี่ยนแปลงแบบระหว่างก่อสร้าง
เมื่อมีการเปลี่ยนวัสดุ ขนาด ตำแหน่ง หรือระบบโครงสร้าง ควรตรวจสอบผลกระทบต่อส่วนอื่นและได้รับอนุมัติจากผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก่อนดำเนินงาน
การเปลี่ยนแปลงควรมีหลักฐานอย่างน้อย ได้แก่
- รายละเอียดที่ต้องการเปลี่ยน
- เหตุผลในการเปลี่ยน
- ผลกระทบด้านโครงสร้างและระบบ
- ราคาเพิ่มหรือลด
- ผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง
- แบบหรือเอกสารฉบับแก้ไข
- ผู้อนุมัติและวันที่อนุมัติ
ไม่ควรใช้คำสั่งด้วยวาจาเป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการเปลี่ยนส่วนที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรง
3. มาตรฐานด้านการขออนุญาต
ก่อนก่อสร้าง ต่อเติม ดัดแปลง หรือรื้อถอน ต้องตรวจสอบว่างานเข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตหรือแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เอกสารที่อาจใช้ประกอบการยื่น ได้แก่
- แบบแปลน
- แผนผังบริเวณ
- รายการประกอบแบบ
- รายการคำนวณโครงสร้าง
- เอกสารสิทธิที่ดิน
- หนังสือยินยอม
- เอกสารของสถาปนิกและวิศวกร
- เอกสารผู้ควบคุมงาน
- เอกสารอื่นตามที่หน่วยงานท้องถิ่นกำหนด
หลังได้รับอนุญาต ผู้ดำเนินงานควรใช้แบบฉบับที่ได้รับอนุญาตเป็นเอกสารควบคุม ไม่ควรใช้แบบร่างหรือแบบเก่าปะปนกับแบบล่าสุด
สิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนเริ่มงาน
- เลขที่และอายุใบอนุญาต
- แบบฉบับอนุมัติ
- เงื่อนไขที่แนบมากับใบอนุญาต
- ผู้ควบคุมงานตามที่แจ้ง
- แนวเขตและระยะร่น
- เวลาทำงานที่อนุญาต
- ข้อกำหนดเกี่ยวกับอาคารข้างเคียง
- การจัดการเศษวัสดุและทางสาธารณะ
4. มาตรฐานวัสดุก่อสร้าง
วัสดุก่อสร้างต้องตรงตามแบบ รายการประกอบแบบ และคุณสมบัติที่โครงการกำหนด ไม่ควรตรวจเฉพาะชื่อผลิตภัณฑ์หรือราคา
ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ชนิดและเกรดวัสดุ
- ขนาดและความหนา
- กำลังหรือคุณสมบัติทางวิศวกรรม
- ผู้ผลิตและแหล่งที่มา
- เลขรุ่นหรือเลขล็อต
- วันที่ผลิตและอายุการเก็บ
- เอกสารรับรอง
- ผลการทดสอบ
- สภาพระหว่างขนส่งและจัดเก็บ
สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีฐานข้อมูลรายชื่อมาตรฐาน มอก. ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม รวมถึงวัสดุก่อสร้าง แต่ต้องตรวจสอบให้ตรงกับชนิดผลิตภัณฑ์และมาตรฐานฉบับที่โครงการอ้างอิง
ตรวจเครื่องหมายอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่
การมีเครื่องหมายหรือเอกสารรับรองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตรวจรับวัสดุ ยังต้องตรวจว่า
- สินค้าที่ส่งตรงกับรุ่นที่ได้รับอนุมัติหรือไม่
- ขนาดและจำนวนตรงกับใบส่งของหรือไม่
- วัสดุแตกร้าว บิดงอ เป็นสนิม หรือเสียหายหรือไม่
- จัดเก็บตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือไม่
- มีการนำวัสดุคนละเกรดมาปะปนกันหรือไม่
- ผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วงอายุการใช้งานหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ปูนซีเมนต์ที่ได้รับมาตรฐานแต่เก็บในพื้นที่ชื้นจนจับตัวเป็นก้อน ไม่ควรนำมาใช้งานโดยอ้างเพียงว่าถุงมีเครื่องหมายรับรอง
วัสดุที่ควรมีระบบตรวจรับ
- เสาเข็ม
- ปูนซีเมนต์
- คอนกรีตผสมเสร็จ
- เหล็กเสริม
- เหล็กรูปพรรณ
- อิฐและวัสดุก่อผนัง
- วัสดุกันซึม
- ท่อและข้อต่อ
- สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า
- วัสดุมุงหลังคา
- ประตู หน้าต่าง และกระจก
- อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย
5. มาตรฐานงานฐานรากและเสาเข็ม
งานฐานรากเป็นส่วนที่แก้ไขได้ยากเมื่อก่อสร้างส่วนบนแล้ว จึงต้องควบคุมตั้งแต่ข้อมูลดิน การออกแบบ ตำแหน่งเสาเข็ม ไปจนถึงการตรวจรับ
หัวข้อที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ชนิดและขนาดเสาเข็ม
- ความยาวตามแบบ
- กำลังรับน้ำหนักที่กำหนด
- มาตรฐานผลิตภัณฑ์
- ตำแหน่งและระยะห่าง
- แนวดิ่งของเสาเข็ม
- วิธีต่อเสาเข็ม
- วิธีติดตั้ง
- เกณฑ์หยุดตอก
- บันทึกการทำงาน
- วิธีทดสอบ
- การจัดการเสาเข็มชำรุดหรือคลาดตำแหน่ง
หน้ามาตรฐานการก่อสร้างควรอธิบายหัวข้อนี้เพียงภาพรวม แล้วเชื่อมไปยังบทความเฉพาะ เพื่อไม่ให้รายการข้อกำหนดและมาตรฐานเสาเข็มซ้ำกันหลายหน้า
อ่านเพิ่มเติม: มาตรฐานเสาเข็ม การออกแบบ ติดตั้ง และตรวจรับ
งานตอกเสาเข็ม
การควบคุมงานตอกต้องตรวจมากกว่าการดูว่าเสาเข็มจมลงดินหรือไม่ เช่น
- ตำแหน่งก่อนตั้งเสาเข็ม
- สภาพเสาเข็มก่อนตอก
- แนวดิ่งระหว่างตอก
- สภาพหัวเสาเข็ม
- รอยต่อระหว่างท่อน
- ลำดับการตอก
- ระดับปลายเสาเข็ม
- อัตราการจม
- เกณฑ์หยุดตอก
- ผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง
อ่านเพิ่มเติม: มาตรฐานการตอกเสาเข็ม ขั้นตอนควบคุมงานและวิธีตรวจรับ
Blow Count
Blow Count เป็นข้อมูลหนึ่งที่บันทึกระหว่างการตอกเสาเข็ม แต่ไม่ควรใช้ค่าตัวเลขเดียวเป็นเกณฑ์ตัดสินทุกโครงการ เพราะผลขึ้นอยู่กับชนิดค้อน พลังงานตอก ขนาดเสาเข็ม ชั้นดิน และเงื่อนไขหน้างาน
เกณฑ์ที่ใช้ต้องมาจากแบบ รายการคำนวณ ข้อกำหนดของวิศวกร และวิธีควบคุมงานของโครงการ
อ่านเพิ่มเติม: Blow Count คืออะไร วิธีบันทึกและข้อจำกัดในการตีความ
6. มาตรฐานงานคอนกรีต
งานคอนกรีตต้องควบคุมตั้งแต่ส่วนผสม การขนส่ง การเท การทำให้แน่น ไปจนถึงการบ่ม
ก่อนเทคอนกรีต
ควรตรวจสอบ
- แบบหล่อได้แนวและระดับ
- แบบหล่อแข็งแรงและไม่รั่ว
- เหล็กเสริมตรงตามแบบ
- ระยะหุ้มคอนกรีตเหมาะสม
- เหล็กสะอาดและไม่มีสิ่งปนเปื้อน
- ท่อและชิ้นส่วนฝังติดตั้งครบ
- ไม่มีน้ำขังหรือเศษวัสดุในแบบ
- ทางเข้ารถและแผนการเทพร้อม
- มีเครื่องมือและกำลังคนเพียงพอ
ระหว่างเทคอนกรีต
ควรควบคุม
- คอนกรีตตรงตามกำลังที่กำหนด
- เวลาออกจากโรงงานและเวลาถึงหน้างาน
- ความข้นเหลวตามข้อกำหนด
- ไม่เติมน้ำโดยไม่มีการควบคุม
- เทอย่างต่อเนื่องตามแผน
- ใช้เครื่องจี้คอนกรีตอย่างเหมาะสม
- ไม่ให้คอนกรีตแยกตัว
- เก็บตัวอย่างตามแผนทดสอบ
- บันทึกตำแหน่งและเวลาการเท
หลังเทคอนกรีต
ควรดำเนินการ
- ป้องกันการสูญเสียความชื้น
- บ่มตามวิธีและระยะเวลาที่กำหนด
- ป้องกันแรงกระแทกและการรับน้ำหนักก่อนเวลา
- ตรวจโพรง รอยแตกร้าว และผิวผิดปกติ
- ตรวจผลทดสอบกำลังอัด
- ขออนุมัติวิธีซ่อมหากพบข้อบกพร่อง
ไม่ควรซ่อมโพรงหรือรอยแตกร้าวโดยฉาบปิดทันทีโดยไม่มีการประเมินสาเหตุและความรุนแรง
7. มาตรฐานงานเหล็กเสริมและงานเหล็กโครงสร้าง
งานเหล็กเสริมคอนกรีต
จุดสำคัญที่ควรตรวจ ได้แก่
- ชนิดและขนาดเหล็ก
- จำนวนและระยะห่าง
- ระยะทาบ
- ระยะงอและระยะยึด
- ตำแหน่งเหล็กเสริมพิเศษ
- ระยะหุ้มคอนกรีต
- ลูกปูนหรืออุปกรณ์รองเหล็ก
- ความสะอาดของผิวเหล็ก
- ช่องเปิดและเหล็กเสริมรอบช่อง
- การแก้ไขเมื่อเหล็กชนกับระบบอื่น
ไม่ควรตัด ดัด หรือย้ายเหล็กเพื่อหลบท่อโดยไม่มีรายละเอียดจากวิศวกร
งานเหล็กโครงสร้าง
ควรควบคุม
- เกรดและขนาดเหล็ก
- รายละเอียดจุดต่อ
- ขนาดและชนิดสลักเกลียว
- วิธีเชื่อม
- คุณสมบัติผู้ปฏิบัติงานเชื่อมตามข้อกำหนดโครงการ
- การเตรียมผิว
- การป้องกันสนิม
- แนวและระดับขณะติดตั้ง
- การตรวจรอยเชื่อม
- การขันและตรวจสลักเกลียว
- การป้องกันอัคคีภัย หากแบบกำหนด
8. มาตรฐานงานสถาปัตยกรรมและงานระบบ
แม้งานสถาปัตยกรรมบางส่วนไม่ใช่โครงสร้างหลัก แต่มีผลโดยตรงต่อการใช้งาน ความปลอดภัย และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง
งานก่อและฉาบ
ควรตรวจสอบ
- ชนิดวัสดุก่อผนัง
- การเตรียมพื้นผิว
- แนวและดิ่งของผนัง
- รายละเอียดรอยต่อกับเสาและคาน
- ทับหลังและเอ็นคอนกรีต
- ตำแหน่งช่องเปิด
- การฝังท่อ
- ความหนางานฉาบ
- การบ่มและการป้องกันรอยร้าว
งานกันซึม
บริเวณที่ควรควบคุมเป็นพิเศษ ได้แก่
- ห้องน้ำ
- ระเบียง
- ดาดฟ้า
- รางน้ำ
- ถังเก็บน้ำ
- ผนังใต้ดิน
- รอยต่อระหว่างอาคารเดิมกับส่วนต่อเติม
ก่อนปิดผิวควรมีการทดสอบตามระบบที่กำหนด พร้อมบันทึกผลและตำแหน่งที่ซ่อมแก้ไข
งานไฟฟ้าและสุขาภิบาล
ควรตรวจทั้งวัสดุ ตำแหน่ง ขนาด และการทดสอบระบบ เช่น
- ขนาดสายไฟและอุปกรณ์ป้องกัน
- ระบบสายดิน
- ตำแหน่งตู้ไฟ
- การแยกวงจร
- ขนาดและความลาดท่อ
- จุดทำความสะอาดท่อ
- การทดสอบการรั่ว
- การทดสอบแรงดัน
- การระบายน้ำ
- การเข้าถึงเพื่อซ่อมบำรุง
ไม่ควรปิดฝ้า ปิดผนัง หรือเทคอนกรีตทับระบบก่อนตรวจสอบและบันทึกตำแหน่ง
9. มาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง
ความปลอดภัยต้องวางแผนก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่แก้ไขหลังเกิดเหตุ
หัวข้อสำคัญประกอบด้วย
- การกั้นเขตก่อสร้าง
- ป้ายเตือนและทางเข้าออก
- อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
- นั่งร้านและงานบนที่สูง
- หลุมขุดและพื้นที่เปิด
- งานยกและเครื่องจักร
- ระบบไฟฟ้าชั่วคราว
- งานเชื่อมและงานที่เกิดประกายไฟ
- การจัดเก็บวัสดุ
- การป้องกันวัตถุตกหล่น
- แผนฉุกเฉิน
- อุปกรณ์ดับเพลิง
- การอบรมและประชุมความปลอดภัย
มาตรการต้องเหมาะกับลักษณะหน้างาน จำนวนผู้ปฏิบัติงาน เครื่องจักร และอันตรายเฉพาะของแต่ละกิจกรรม
ผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง
ก่อนเริ่มงานที่อาจมีแรงสั่นสะเทือน การขุดลึก หรือใช้เครื่องจักรหนัก ควรพิจารณา
- สำรวจสภาพอาคารข้างเคียง
- ถ่ายภาพรอยร้าวเดิม
- ป้องกันฝุ่นและเศษวัสดุ
- ควบคุมเสียงและเวลาทำงาน
- ป้องกันดินหรือวัสดุไหลออกสู่ถนน
- จัดการน้ำจากหน้างาน
- ป้องกันความเสียหายต่อรั้วและทางสาธารณะ
- กำหนดช่องทางติดต่อเมื่อเกิดปัญหา
การควบคุมคุณภาพงานก่อสร้าง
ระบบควบคุมคุณภาพที่ดีควรระบุว่า “ใครตรวจ ตรวจเมื่อใด ตรวจอะไร และใช้เกณฑ์ใด”
เอกสารที่ควรมี
- แผนควบคุมคุณภาพ
- ตารางตรวจสอบงาน
- แบบฉบับล่าสุด
- รายการวัสดุที่ได้รับอนุมัติ
- ใบขออนุมัติวัสดุ
- ใบตรวจรับวัสดุ
- ใบขอตรวจงาน
- รายงานผลทดสอบ
- รายงานประจำวัน
- ภาพถ่ายก่อนปิดงาน
- รายการแก้ไขข้อบกพร่อง
- เอกสารอนุมัติการเปลี่ยนแปลง
Hold Point คืออะไร
Hold Point คือจุดที่ต้องตรวจและอนุมัติก่อนดำเนินงานขั้นถัดไป เช่น
- ก่อนตอกหรือเจาะเสาเข็ม
- ก่อนเทฐานราก
- ก่อนเทเสา คาน หรือพื้น
- ก่อนปิดผนัง
- ก่อนปิดฝ้า
- ก่อนปูกระเบื้องทับระบบกันซึม
- ก่อนจ่ายไฟเข้าระบบ
- ก่อนส่งมอบพื้นที่
หากข้ามจุดตรวจแล้วปิดทับงาน การตรวจสอบภายหลังอาจทำได้ยากหรือต้องรื้อถอน
ขั้นตอนตรวจรับงานก่อสร้าง
การตรวจรับควรทำเป็นระยะ ไม่ควรรอจนงานทั้งหมดเสร็จแล้วจึงตรวจครั้งเดียว
1. ตรวจรับวัสดุ
ตรวจชนิด ขนาด จำนวน สภาพ และเอกสารก่อนนำไปใช้
2. ตรวจงานก่อนปิดทับ
ตรวจเหล็กเสริม ท่อ สายไฟ กันซึม และชิ้นส่วนที่ภายหลังจะมองไม่เห็น
3. ตรวจระหว่างดำเนินงาน
ตรวจวิธีทำงาน เครื่องมือ แนว ระดับ และผลทดสอบ
4. ตรวจผลงานแต่ละงวด
เปรียบเทียบงานจริงกับแบบ ปริมาณ และเงื่อนไขการเบิกจ่าย
5. ตรวจรายการข้อบกพร่อง
จัดทำรายการแก้ไข ระบุตำแหน่ง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดแล้วเสร็จ
6. ทดสอบระบบ
ทดสอบระบบไฟฟ้า น้ำ สุขาภิบาล ปั๊ม ระบบป้องกันอัคคีภัย และอุปกรณ์อื่นตามขอบเขตโครงการ
7. ตรวจรับขั้นสุดท้าย
ตรวจว่ารายการแก้ไขแล้วเสร็จ ระบบใช้งานได้ เอกสารครบ และพื้นที่พร้อมส่งมอบ
เอกสารที่ควรได้รับเมื่อส่งมอบอาคาร
เจ้าของโครงการควรจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ เพราะมีประโยชน์ต่อการซ่อมบำรุง ต่อเติม และตรวจสอบปัญหาในอนาคต
เอกสารส่งมอบอาจประกอบด้วย
- แบบก่อสร้างฉบับล่าสุด
- แบบแสดงงานที่ก่อสร้างจริง
- รายการวัสดุและอุปกรณ์
- ผลทดสอบวัสดุ
- ผลทดสอบเสาเข็ม
- ผลทดสอบระบบ
- คู่มือใช้งานอุปกรณ์
- ใบรับประกัน
- รายชื่อผู้ผลิตและผู้ติดตั้ง
- รายการอะไหล่
- ตารางบำรุงรักษา
- รายงานตรวจรับ
- รายการแก้ไขข้อบกพร่องที่ปิดแล้ว
- ภาพถ่ายงานที่ถูกปิดทับ
Checklist มาตรฐานการก่อสร้างสำหรับเจ้าของโครงการ
ก่อนเริ่มงาน
- ตรวจสอบแนวเขตและข้อมูลพื้นที่
- ตรวจสอบความจำเป็นในการสำรวจดิน
- มีแบบและรายการประกอบแบบครบ
- แบบแต่ละระบบสอดคล้องกัน
- มีใบอนุญาตหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- แต่งตั้งผู้ควบคุมงานตามความเหมาะสม
- ระบุมาตรฐานวัสดุและวิธีตรวจรับ
- กำหนดขอบเขตงานในสัญญาชัดเจน
- มีแผนความปลอดภัย
- สำรวจอาคารข้างเคียงก่อนเริ่มงาน
ระหว่างก่อสร้าง
- ใช้แบบฉบับล่าสุด
- ตรวจรับวัสดุก่อนใช้งาน
- ขออนุมัติงานก่อนปิดทับ
- บันทึกงานฐานรากและเสาเข็ม
- เก็บตัวอย่างและทดสอบตามแผน
- บันทึกการเปลี่ยนแปลงแบบ
- ถ่ายภาพงานสำคัญ
- ติดตามรายการข้อบกพร่อง
- ควบคุมความปลอดภัยทุกวัน
- ตรวจผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง
ก่อนส่งมอบ
- ตรวจงานเทียบกับแบบและสัญญา
- ทดสอบระบบครบถ้วน
- แก้ไขรายการข้อบกพร่องแล้ว
- ทำความสะอาดและคืนสภาพพื้นที่
- ได้รับแบบก่อสร้างจริง
- ได้รับคู่มือและใบรับประกัน
- ได้รับรายงานผลทดสอบ
- บันทึกวันเริ่มและสิ้นสุดการรับประกัน
- มีช่องทางแจ้งปัญหาหลังส่งมอบ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการควบคุมมาตรฐาน
ใช้มาตรฐานหลายฉบับโดยไม่กำหนดลำดับ
เมื่อแบบ รายการประกอบแบบ สัญญา และคู่มือผู้ผลิตกำหนดไม่ตรงกัน ต้องมีผู้รับผิดชอบวินิจฉัย ไม่ควรเลือกใช้เฉพาะข้อที่ทำงานง่ายที่สุด
ตรวจเฉพาะงานที่มองเห็น
ความเสียหายร้ายแรงจำนวนมากเกิดจากงานที่ถูกปิดทับ เช่น เหล็กเสริม ท่อ กันซึม และรอยต่อ จึงต้องตรวจและถ่ายภาพก่อนปิดงาน
เปลี่ยนวัสดุโดยเทียบเฉพาะราคา
วัสดุทดแทนต้องเทียบคุณสมบัติ ขนาด อายุการใช้งาน วิธีติดตั้ง การรับประกัน และผลต่อระบบอื่น ไม่ใช่เทียบเพียงราคาหรือรูปลักษณ์
ไม่มีบันทึกการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเกิดปัญหา จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครสั่งเปลี่ยน เปลี่ยนเพราะเหตุใด และใช้รายละเอียดใดก่อสร้างจริง
รอตรวจงานตอนเสร็จทั้งหมด
หากตรวจพบปัญหาหลังปิดผิวแล้ว อาจต้องรื้อหลายส่วน การตรวจเป็นงวดจึงช่วยลดความเสียหายและค่าแก้ไข
ใช้ประสบการณ์แทนแบบและการคำนวณ
ประสบการณ์ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ควรใช้แทนแบบ มาตรฐาน หรือการพิจารณาของวิศวกร โดยเฉพาะงานโครงสร้างและฐานราก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานการก่อสร้าง
มาตรฐานการก่อสร้างมีอะไรบ้าง
ประกอบด้วยมาตรฐานด้านการสำรวจ การออกแบบ การขออนุญาต วัสดุ วิธีทำงาน การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย การทดสอบ การตรวจรับ และเอกสารส่งมอบ โดยรายละเอียดขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดโครงการ
ใช้วัสดุที่มี มอก. แล้วถือว่างานได้มาตรฐานหรือไม่
ยังสรุปไม่ได้ เพราะต้องตรวจว่าผลิตภัณฑ์ตรงกับมาตรฐานที่กำหนด รุ่นและขนาดถูกต้อง สภาพสมบูรณ์ จัดเก็บเหมาะสม และติดตั้งตามแบบหรือคู่มือหรือไม่
ใครเป็นผู้กำหนดมาตรฐานของโครงการ
ข้อกำหนดอาจมาจากกฎหมาย ผู้ออกแบบ วิศวกร รายการประกอบแบบ สัญญา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และคู่มือผู้ผลิต โดยเจ้าของโครงการและทีมควบคุมงานต้องจัดลำดับเอกสารอ้างอิงให้ชัดเจน
งานต่อเติมต้องใช้มาตรฐานเดียวกับการสร้างใหม่หรือไม่
หลักการด้านความมั่นคง ความปลอดภัย และคุณภาพยังคงสำคัญ แต่ต้องเพิ่มการตรวจสอบอาคารเดิม ฐานรากเดิม จุดเชื่อมต่อ และการทรุดตัวแตกต่างกันระหว่างส่วนเก่ากับส่วนใหม่
ต้องตรวจงานทุกวันหรือไม่
ความถี่ขึ้นอยู่กับประเภทและช่วงของงาน แต่ขั้นตอนสำคัญที่กำลังจะถูกปิดทับหรือแก้ไขยากควรได้รับการตรวจก่อนดำเนินงานต่อเสมอ
เปลี่ยนวัสดุจากแบบได้หรือไม่
เปลี่ยนได้เมื่อผ่านการพิจารณาและอนุมัติตามขั้นตอน โดยต้องตรวจคุณสมบัติ ผลต่อโครงสร้าง ระบบ ราคา ระยะเวลา และการรับประกัน ไม่ควรเปลี่ยนเองที่หน้างาน
ใครควรตรวจรับงานโครงสร้าง
ควรให้วิศวกรหรือผู้ควบคุมงานที่มีหน้าที่และความรู้เหมาะกับงานตรวจสอบตามแบบ รายการคำนวณ และข้อกำหนดของโครงการ
ต้องเก็บภาพก่อนปิดผนังและฝ้าหรือไม่
ควรเก็บ เพราะช่วยบันทึกตำแหน่งท่อ สายไฟ โครงคร่าว งานกันซึม และรายละเอียดที่มองไม่เห็นหลังปิดผิว มีประโยชน์ต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต
มาตรฐานต่างประเทศนำมาใช้ในประเทศไทยได้หรือไม่
อาจนำมาใช้อ้างอิงได้เมื่อผู้ออกแบบหรือโครงการกำหนดอย่างเหมาะสม แต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมายไทย ข้อกำหนดท้องถิ่น และเงื่อนไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องระบุฉบับและขอบเขตการใช้อย่างชัดเจน
ตรวจรับงานเสาเข็มควรดูอะไร
ควรตรวจชนิด ขนาด สภาพ ตำแหน่ง แนวดิ่ง วิธีติดตั้ง รอยต่อ ความยาว เกณฑ์ควบคุม บันทึกหน้างาน และผลการทดสอบตามที่แบบหรือวิศวกรกำหนด โดยอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหน้ามาตรฐานเสาเข็ม
สรุปมาตรฐานการก่อสร้าง
มาตรฐานการก่อสร้างที่ดีต้องควบคุมทั้งกระบวนการ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะผลงานหลังสร้างเสร็จ
หลักสำคัญประกอบด้วย
- ใช้ข้อมูลพื้นที่และสภาพดินที่เพียงพอ
- มีแบบและเอกสารออกแบบที่สอดคล้องกัน
- ดำเนินการตามกฎหมายและแบบที่ได้รับอนุญาต
- ตรวจรับวัสดุก่อนนำไปใช้
- กำหนดวิธีทำงานและจุดตรวจสำคัญ
- ควบคุมงานฐานราก โครงสร้าง และระบบอย่างเป็นขั้นตอน
- ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและอาคารข้างเคียง
- ทดสอบและบันทึกผลก่อนปิดหรือส่งมอบงาน
- ส่งมอบแบบก่อสร้างจริง คู่มือ และเอกสารรับประกัน
สำหรับกลุ่มงานฐานราก ควรจัดโครงสร้างเนื้อหาต่อเนื่องจากภาพรวมไปสู่รายละเอียดดังนี้
มาตรฐานการก่อสร้าง
→ มาตรฐานเสาเข็ม
→ มาตรฐานการตอกเสาเข็ม
→ Blow Count
การจัด Content Cluster ในลักษณะนี้ช่วยให้แต่ละหน้าตอบคำถามเฉพาะเรื่องได้ชัดเจน ลดเนื้อหาซ้ำ และทำให้ผู้ใช้งานไล่อ่านจากภาพรวมไปสู่รายละเอียดทางเทคนิคได้ง่ายขึ้น
ติดต่อเรา
- สถานที่
- สาขากรุงเทพฯ: 34/2 ซอยอนามัยงามเจริญ 33 แยก 1-2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร 10150
- สาขาหาดใหญ่: 23 ถนนศิษย์วิศาล ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 90110
- Facebook: บริษัท ปรีชาคอนกรีตไพล์ จำกัด
- Youtube: Preecha Concrete Pile
- Tiktok: Preecha Concrete Pile
- X: Preecha Concrete Pile
- LINE: @preechaconcretepile
- เบอร์โทร: 081 445 5080
- เว็บไซต์: https://www.preechaconcretepile.co.th


